วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แบบฝึกหัดบทที่ 1

แบบฝึกหัด
บทที่ 1 
รายวิชาการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน รหัสวิชา 0026008

นาย ภูมินทร์ พิลึก 53011324072 (พิเศษ) กลุ่มที่เรียน 1

จงเติมในช่องว่างว่าข้อใดเป็นข้อมูล หรือสารสนเทศ

1. ข้อมูลหมายถึง สิ่งต่างๆ ที่ปรากกฎ แล้วเรายังไม่ได้นำไปประมวลผล หรือคำนวณ หรือวัดออกมาเพื่อใช้ในการตัดสินใจได้

2. ข้อมูลปฐมภูมิ คือ สารสนเทศที่ได้มาจากต้นแหล่งโดย เป็นสารสนเทศทางวิชาการ ผลของการค้นคว้า วิจัย รายงาน การค้นพบทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติม เช่น วารสาร รายงานการวิจัย รายงานการประชุมและสัมมนาวิชาการ สิทธิบัตร วิทยานิพนธ์ และการท่ายทอดสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น วารสารอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

3. ข้อมูลทุติยภูมิคือ พร้อมยกตัวอย่างประกอบ สารสนเทศที่มีการเรียบเรียงขึ้นมาใหม่จาก สารสนเทศปฐมภูมิ มักจะอยู่ในรูปแบบ สรุปย่อ ย่อเรื่อง จัดหมวดหมู่ เพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงและสามารถใช้ข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ได้แก่ สื่ออ้างอิงประเภทต่างๆ วารสารที่มีการสรุปย่อและตีความ รวมถึงหนังสือ ตำรา ที่รวบรวมเนื้อหาวิชาการในการเรียนการสอน สารนุกรม พจนานุกรม รายงานสถิติต่างๆ ดรรชนีและสาระสังเขป

4. สารสนเทศหมายถึง ข้อมูล ตัวเลข ข้อเท็จจริง เรื่องราว ข่าวสาร ที่ปรากกฎและเกิดขึ้น ที่ผ่านการประมวลผล และนำไปใช้ในการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน หรือการทำงานต่างๆได้

5. จงอธิบายประเภทของสารสนเทศ มีการกำหนดประเภทของสารสนเทศสองแบบ 
  แบบแรกจำแนกสารสนเทศตามการรวบรวม หรือจัดกระทำกับสารสนเทศ จำแนกได้ดังนี้
 1.) แหล่งปฐมภูมิ เช่น งานวิจัย รายงาน วิทยานิพนธ์ วารสารต่างๆ
 2.) แหล่งทุติยภูมิ เช่น สารานุกรม พจนานุกรม รายงานสถิติต่างๆ
 3.) แหล่งตติยภูมิ เช่น บรรณานุกรม นามานุกรม
  แบบสองจำแนกตามสื่อที่จัดเก็บ
 1.) กระดาษ เป็นสื่อที่ใช้บันทึกข้อมูล สารสนเทศ เช่น การพิมพ์ลงบนกระดาษ
 2.) วัสดุย่อส่วน เช่น สำเนาที่ถูกย่อส่วนลงบนแผ่นฟิล์มชนิดต่างๆ ทั้งที่เป็นม่วนและที่เป็นแผ่น
 3.) สื่ออิเล็กทรอนิกหรือสื่อแม่เหล็ก เช่น เทปวีดีทัศน์ เทปบันทึกเสียง ฮาร์ดดิส เป็นต้น
 4.) สื่อแสงหรือสื่อออบติก (Optical Media)  เช่น ซีดี-รอม ดีวิดี เป็นต้น
6. ข้อเท็จจริงของสิ่งต่างๆที่อาจเป็นตัวเลขข้อความรูปภาพเสียงคือ ข้อมูล
7. ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลเป็น สารสนเทศ
8. ส่วนสูงของเพื่อนที่ถามจากเพื่อนแต่ละคนเป็น ข้อมูล
9. ผลการลงทะเบียนเป็น สารสนเทศ
10. กราฟแสดงจำนวนนิสิตในห้องเรียนวิชาวิชาการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน Section วันอังคารเป็น สารสนเทศ

นาโนเทคโนโลยีสำคัญต่อมนุษย์หรือไม่?

  พอพูดถึงนาโนเทคโนโลยีแล้ว คนเรามักคิดถึงอะไรที่เล็กมากๆ ใช่หรือไม่ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันก่อนเลยว่ามันคืออะไร

  นาโนเทคโนโลยี คือ การประยุกต์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ การสร้าง การสังเคราะห์วัสดุ หรืออุปกรณ์ในระดับอะตอม โมเลกุลหรือชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กในช่วง ประมาณ 1 - 100 นาโนเมตร ซึ่งส่งผลให้วัสดุหรืออุปกรณ์ต่างๆ มีหน้าที่ใหม่ๆ และมีคุณสมบัติที่พิเศษขึ้นทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ ทำให้มีประโยชน์ต่อผู้ใช้สอยและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

  นาโน (Nano) มีขนาดเศษหนึ่งส่วนพันล้านส่วนของหน่วยวัด ดังนั้น หนึ่งนาโนเมตร จึงเท่ากับ เศษหนึ่งส่วนพันล้านของหนึ่งเมตร หรือ 1 ใน พันล้านของ 1 เมตร
1 nm = 1 / 1,000,000,000 = 0.000 000 001 เมตร  หรือ  = 10-9

  แล้วตามนุษย์สามารถมองเห็นวัตถุขนาด 1 นาโนเมตรได้หรือไม่
1 นาโนเมตรนั้นเล็กกว่าเส้นผมประมาณ 1 แสนเท่า จึงเป็นไปไม่ได้ว่าจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพราะตาคนเรามองเห็นวัตถุขนานเล็กสุดได้แค่ 10,000 นาโนเมตร นอกจากจะใช้กล้องจุลทรรศน์ชนิดที่มีกำลังขยายสูงที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ทางด้านนาโนเทคโนโลยีโดยเฉพาะ










  แน่นอนว่า นาโนเทคโนโลยีนั้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆในการกำจัด ป้องกัน หรือ สร้างประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติ ดังนี้

  การสร้างนวัฒกรรมด้วยนาโนเทคโนโลยีธรรมชาติ คือจุดเริ่มต้นของนาโนเทคโนโลยี โดยการลอกเลียนแบบคุณสมบัติพิเศษที่พบเจอใน พืชและสัตว์ ต่างๆ เช่น
  - การเลียนแบบโครงสร้างระดับนาโนเมตรของตีนตุ๊กแก
เพราะตีนตุ๊กแกมีขนจำนวนมากที่มีขนาดเล็ก เรียกว่า ซีเต้ (Setae) จำนวนนับล้านเส้นเรียงตัวอัดแน่นอยู่ที่เท้าของมัน และที่ปลายขนซีเต้แต่ละเส้นยังมีเส้นขนขนาดเล็กกว่าอีกที่เรียกว่า สปาตูเล่ (Spatulae) ประกอบอยู่อีกหลายร้อยเส้น แต่ละเส้นมีขนาดเล็กประมาณ 200 นาโนเมตร ซึ่งที่ปลายเส้นขนของสปาตูเล่แต่ละเส้นสามารถสร้างแรงดึงดูดที่เรียกว่า "แรงแวนเดอร์วาลส์" (Van der Waals force) คือแรงยึดติดระหว่างโมเลกุลของสสารที่เป็นส่วนประกอบของผนังหรือเพดานกับตีนมันได้ ด้วยความรู้นี้จึงนำไปสู่การสร้างนาโนเทคโนโลยีแทบยึดตุ๊กแก (Gecko Tape) ด้วยวัสดุสังเคราะห์ชนิดใหม่ที่มีลักษณะเป็นขนขนาดนาโน (Nanoscopic hairs) เลียนแบบขนสปาตูเล่
เราจึงได้แถบยึดที่ปราศจากการใช้กาว ติดแล้วลอกออกนำไปติดใหม่ได้อีกเรื่อยๆ ไม่ต้องใช้แล้วทิ้งไปแบบเทปกาว หรือ ใช้กับผ้าพันแผลที่สามารถแปะติดได้แนบแน่นขึ้น ตลอดจนพัฒนาไปถึงเทคโนโลยีที่สามารถทำให้ไต่ผนังในแนวดิ่ง ในอนาคตได้อีกด้วย





 - การเลียนแบบโครงสร้างระดับนาโมเมตรบนผิวใบบัว
ที่ใบบัวมีหนามขนาดเล็กจำนวนมหาศาลเรียงตัวกระจายอยู่อย่างเป็นระเบียบโดยที่หนามขนาดเล็กเหล่านี้ก็ยังจะมีปุ่มเล็กๆ ที่มีขนาดในระดับนาโนเมตรและมีสารที่มีคุณสมบัติกันน้ำเคลือบเอาไว้ ทำให้น้ำไม่สามารถซึมผ่านหรือแผ่ขยายตัวเป็นวงกว้างบนใบบัวได้ น้ำจึงม่วนตัวเป็นหยดกลิ้งตกจากใบบัวไป รวมทั้งสิ่งสกปรกเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆ ก็ไม่สามารถที่จะเกาะติดอยู่บนใบบัวได้ และพวกมันก็จะถูกชำระล้างไปพร้อมๆกันกับหยดน้ำเหล่านั้น
นักวิทยาศาสตร์จึงได้นำเอาหลักการน้ำกลิ้งบนใบบัว (Lotus effect) มาใช้ในการสังเคราะห์วัสดุ ชนิดใหม่เลียนแบบคุณลักษณะของใบบัว หรือการนำไปประยุกต์ใช้เป็นสีทาบ้านที่ไม่เปียกน้ำและสกปรกได้ยาก รวมไปถึงการพัฒนาเป็นเสื้อผ้ากันน้ำไร้รอยคราบสกปรก





 - การเลียนแบบใครงสร้างระดับนาโนเมตรของปีกผีเสื้อ
ผีเสื้อบางชนิดสามารถเปลี่ยนสีปีกเพื่อหลบหนีศัตรูได้ โดยอาศัยหลักการหักเหและการสะท้อนของแสงแดดที่มาตกระทบลงบนปีก โดยถ้ามุมที่แสงตกกระทบมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย สีที่ปรากฎบนปีกผีเสื้อก็จะแตกต่างกัน นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้กล้องขยายกำลังสูงส่องดูที่ปีกผีเสื้อ ก็พบว่ามีรูพรุนที่มีขนาดในช่วงนาโนเมตรจำนวนมหาศาลเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนผลึกโฟโตนิกส์ (Photonic crystal) ในธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์ยังได้ตั้งสมมติฐานว่าการเปลี่ยนสีของปีกผีเสื้อชนิดนี้ยังเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิได้อีกด้วย จึงนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างผลึกโฟโตนิกส์สังเคราะห์ยืดหยุ่นได้ดีและเปลี่ยนคุณสมบัติไปตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ซึ่งสามารถนำไปใช้ผลิตเสื้อผ้าป้องกันความร้อนที่ใช้ในทะเลทรายหรือห้วงอวกาศ

  การสร้างวัสดุนาโน เช่น
 - การผลิตนาโนคาร์บอน
ซึ่งจะทำให้ได้วัสดุที่มีคุณสมบัติแข็งเหมือนเพชร หรือแข็งกว่าเหล็ก 100 เท่า และเบา นำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างยานอวกาศ และมีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ของธุรกิจการบินสามารถปรับตัวดีขึ้น
 








  นาโนอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะคอมพิวเตอร์ทำงาน ด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแต่ก่อนคอมพิวเตอร์เครื่องแรกมีขนาดใหญ่มากมีขนาดเท่าห้องเรียนเลยทีเดียว แต่ปัจจุบันกลับมีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ โดยสิ่งที่บ่งชี้ถึงศักภาพหรือความก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์คือ จำนวนทรานซิสเตอร์ที่ถูกเชื่อมต่อประสานกันเข้า เป็นระบบวงจรรวม หรือที่เรียกว่าชิป และจำนวนทรานซิสเตอร์ต่อแผ่นชิปจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ หนึ่งปีครึ่งปี ตามกฎของมัวร์ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ยังคงจะเป็นแบบนี้ไปได้อีกเพียง 10 ปี ข้างหน้าเพราะปัญหาทางด้านการผลิตในระดับไมโครอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขีดจำกัด และทำให้กฎของมัวร์ไม่เป็นจริงตลอดไป ถ้าไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามา เพื่อที่จะย่อขนาดทรานซิสเตอร์ให้เล็กลงมากที่สุด และอัดให้ชิดกันมากที่สุด และต้องให้ทำงานอย่างถูกต้องแม่นยำมาก
ซึ่งอนาคตจึงจำเป็นต้องใช้ นาโนอิเล็กทรอนิกส์หรือนาโนคอมพิวเตอร์ โดยอาศัยนาโนเทคโนโลยีในการผลิต คือ การจัดเรียงโมเลกุล อย่างแม่นยำ และจำกัดจำนวนอะตอมที่เป็นส่วนประกอบ ของทรานซิสเตอร์ให้น้อยที่สุด ผลของการปฎิวัติทางด้านนาโนอิเล็กทรอนิกส์ และนาโนคอมพิวเตอร์ อาจก่อให้เกิดเทคโลยีที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณ และการประมวลผลแบบใหม่ ซึ่งอาจมีศักภาพที่จะเป็นระบบทางเลือกใหม่ในอนาคตได้ เช่น นาโนคอมพิวเตอร์เชิงกล นาโนคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ นาโนคอมพิวเตอร์เชิงควอนตัม ซี่งในอนาคตจะเป็นไปในรูปแบบใด ยังไม่อาจจะระบุได้ชัดเจน


  การนำไปใช้ในระบบเตือนภัยพิบัติธรรมชาติ การคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับภัยพิบัติ โดยผ่านระบบเซนเซอร์ที่พัฒนาในระดับนาโนเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผล ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและแม่นยำ ทำให้ช่วยผู้ประสบภัยได้ทันท่วงที รวมถึงการประยุกต์ใช้กับหุ้นยนต์ขนาดเล็กเพื่อช่วยผู้ประสบภัยในที่ที่เจ้าหน้าที่ไม่อาจเข้าไปได้

  การผลิตเวชภัณฑ์ทางการแพทย์
เวชภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น การห้ามเลือดอย่างรวดเร็ว พลาสเตอร์ปิดแผลที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีขนาดเล็กสามารถพกพาได้ง่ายและมีความปลอดภัยสูง และที่จะเป็นหุ้นยนต์ในระดับนาโน หรือที่เรียกว่า medical nanorobot แม้ตอนนี้ยังเป็นเพียงทฤษฎี แต่ได้เริ่มมีการพัฒนากันแล้ว
โดย medical nanorobot จะทำหน้าที่เสมือนเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวเทียม ซึ่งทำหน้าที่ ค่อยกำจังเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อราในกระแสเลือด และย่อยให้กลายเป็นกรดอะมิโน กรดไขมัน และน้ำตาล ให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ช่วยลดการใช้ยาซึ่งจะทำให้เกิดผลข้างเคียง และสามารถรายงานการตรวจให้แพทย์ ทราบเป็นตัวเลขได้อย่างแม่นยำอีกด้วย




  สุดท้ายเราก็ได้รู้ว่า การพัฒนานาโนเทคโนโลยีนั้นนอกจากจะมีความสำคัญแล้วยังนำพาให้มนุษย์ค้นพบแนวคิดใหม่ๆและไขปริศนาในธรรมชาติได้อีกมากมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่ทันสมัยในอนาคตข้างหน้าอีกด้วย

อ้างอิง
1. unknow ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(23/6/2559). นาโนเทคโนโลยีคืออะไร. http://www.nanotec.or.th/th/?p=1137

2. unknow สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาต (23/6/2559). สร้างนวัตกรรมด้วย...นาโนเทคโนโลยีธรรมชาติ. http://www.nstda.or.th/news/13024-nanotech

3. unknow สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ 32 (23/6/2559). นาโนเทคโนโลยี. http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=32&chap=8&page=chap8.htm

4. unknow สถาบันพัฒนาการเรียนรู้มหาวิทยาลัยมหิดล (24/6/2559). นาโนเทคโนโลยี. http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/nano/Page/Unit1-1.html

5. unknow กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (24/6/2559). นาโนเทคโนโลยีคืออะไร. http://library.dip.go.th/Industrial%20Innovation/www/inno2-01.html


วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สิ่งเสพติดมีดีหรือไม่?

ส่วนใหญ่ เมื่อกล่าวถึงสิ่งเสพติดแล้ว คนเรามักจะนึกถึงแต่โทษและสิ่งร้ายๆที่ตามมาของสิ่งเสพติด แต่หารู้ไม่ว่า ข้อดีของสิ่งเสพติดก็พอมีอยู่บ้างหรือป่าว ?

ยาบ้า
คือกลุ่มยาแอมเฟทตามีน ซึ่งมีหลายตัว เช่น  methamphetamine, dextroamphetamine เป็นต้น หรือที่เรียกกันว่า ยาม้า ซึ่งจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทให้ตื่นตัว หัวใจเต้นแรง แต่พอหมดฤทธิ์ยาจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียมากกว่าปกติ การตัดสินใจช้าและผิดพลาด นำพามาซึ่งอุบัติเหตุ เมื่อใช้ไปซักระยะจะทำให้ร่างกายดื้อยาและต้องการมากกว่าเดิม หากใช้ติดต่อกันไปนานๆจะทำให้ สมองเสื่อม ประสาทหลอน คลุ้มคลั่ง เสียสติ และเป็นบ้าไปในที่สุด
อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีของไทยในอดีตท่านหนึ่งได้ทำให้ยาม้า หมดไปจากประเทศ โดยเสนอให้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ยาบ้า แทนเพื่อให้ตระหนักถึงโทษของยา ยาบ้าเคยถูกนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคผลอยหลับโดยไม่รู้ตัว (Narcolepsy) หรือใช้กับเด็กที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ขาดความตั้งใจและสมาธิในการเรียน (Attention Deficit Disorder) และกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

และในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง (สมัยนั้นอาจจะไม่ได้เรียกว่ายาบ้า) ยังได้นำยาบ้ามาใช้ ในการกระตุ้นความความกล้าหาญ และความอดทน ความอึดถึกและบึกบืนของทหารทั้งสองฝ่าย กันเลยทีเดียว และมีสถิติโดยประมาณกันได้ว่า มีการใช้ยาบ้ากว่า 72 ล้านเม็ด ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แม้กระทั้งฮิตเลอร์ ก็ฉีดยาบ้าแทบทุกวัน หลังสงคราม ยาบ้าได้แพร่ขยายออกไปสู่สังคม และสาเหตุที่เรียกว่า ยาม้า นั้น มาจากการนำยาบ้าไปฉีดให้ม้าแข่งนั้นเอง


ยาอี
ซึ่งย่อมาจาก Ecstasy เป็นสารอนุพันธ์ุ ตัวหนึ่งของยาบ้า (สารอนุพันธ์ุหมายถึง สารที่มีสูตรโครงสร้างทางเคมี และมีฤทธิ์คล้ายคลึงกัน) ยาอีเป็นสารที่ได้จากการจงใจสังเคราะห์ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์พยายามทดลอง สร้างสารที่มีโครงสร้างคล้ายยาบ้ามาหลายตัวและหวังว่าจะมีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่สารส่วนใหญ่ที่ได้นั้นกลับเป็นโทษต่อระบบประสาททั้งสิ้น ดังนั้นยาอีก็ไม่ถือว่ามีประโยชน์อันใดเลย
ส่วนมากผู้นิยมใช้ก็จะเป็นในปาร์ตี้นักศีกษาที่แอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ หรือที่เรียกอีกชื่อว่ายาเลิฟ เพราะ เมื่อผู้เสพยาอีเข้าไปแล้วก็จะรู้สึกมีความสุขเคลิบเคลิ้มสำราญใจ และตามมาด้วยความรู้สึกซึมเศร้าเมาและหลอนประสาท






ยาเค
หรือ เคตามีน (Ketamine) คือ ยาสลบชนิดหนึ่ง สัตวแพทย์ใช้ฉีดกับสัตว์ ยาชนิดนี้ไม่ได้ทำให้ถึงกับสลบไปเลยทีเดียว แต่กลับทำให้ผู้ที่ได้รับไม่รู้สึกเจ็บปวดนั้นเอง แต่ถ้าเสพขนาดสูงก็อาจทำให้สลบได้เช่นกัน มีลักษณะเป็นผงสีขาวละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ เป็นผลึก หรือในรูปแบบน้ำบรรจุในขวดสีชา ปกติมีการใช้ในทางการแพทย์น้อยมากเพราะมันอันตรายมากๆ แพทย์มักจะใช้กับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ เมื่อเสพยาเค จะมีอาการมึนเมา เคลิบเคลิ้ม
รู้สึกว่าตนมีพลังอำนาจพิเศษ สูญเสียความคิด ความคิดสับสน การรับรู้ประสาทสัมผัสทั้งหมดลดลง หากรับปริมาณมากๆ ทำให้ประสาทหลอน หูแว่ว วิกลจริตได้






ยามอร์ฟีน (Morphine)
หรือยาแก้ปวด พบมากในพืชตระกูลฝิ่น และเป็นสารที่ได้จากการสกัด ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์มานานแล้วเพราะมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวดขั้นธรรมดาไปจนถึงขั้นรุนแรงได้เลยทีเดียว ส่วนใหญ่ใช้กับผู้ป่วยในการผ่าตัดใหญ่ต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บปวดเพราะทำให้สมองคล้ายได้รับสารสือประสาทที่เรียกว่า เอนโดรฟิน ที่ทำงานยับยั้งสัญญาณปวดจากสมองสู่เซลล์เนื้อเยื่อ
ผลข้างเคียงของมอร์ฟีนคือ อาจมีอาการชัก คลื่นใส้ อาเจียน ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะไม่ออก ปวดศีรษะ วินเวียน ชีพจรเต้นผิดปกติ ตัวเย็น ผืนคัน ลมพิษ ตาพร่า มีอาการเหงื่อออกมาก และสามารถติดยาได้ หากรับยาเกินขนาด อาจเกิดอาการหายใจไม่ออก





โคเคน (cocaine) หรือ แคร็ก (crack)
เป็นสารเสพติดที่รู้จักกันมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยอินคา เมื่อประมาณ 600 ปีก่อน โดยชนพื้นเมืองชาวเปรูนับถือว่าโคเคนเป็นเหมือนสารที่พระเจ้าประทานมาให้



เพราะทำให้ผู้เสพมีอารมณ์สนุกสนานได้ในเวลาเพียง 10 วินาที และมีฤทธิ์อยู่นาน 5-15 นาที
มีพละกำลังมากขึ้น ลดความอ่อนเพลีย เพิ่มประสิทธิภาพของสมอง เกิดภาวะตื่นตัว เพิ่มความไวของประสาทการรับรู้ทุกชนิด ทั้งการได้ยิน การมองเห็น การสัมผัส และเรื่องทางเพศ รู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญ แต่ก็เพิ่มความวิตกกังวล และความระแวงสงสัยให้กับผู้เสพ นอนได้น้อยลง มีอาการวิกลจริต เพราะความหลงผิดว่ามีคนคอยปองร้ายหรือจะฆ่า ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ม่านตาขยายและมีไข้ หากขาดยา จะมีอารมณ์หงุดหงิดโกรธง่าย และก้าวร้าว นอนไม่หลับ น้ำหนักตัวลดเพราะทำให้ไม่อยากอาหาร อ่อนเพลียไม่มีแรง เชื่องช้ากระวนกระวาย มีอารมณ์เศร้าและคิดอยากฆ่าตัวตายถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตายได้


กัญชา (Cannabis, Marijuana)
รู้จักกันมากว่าพันปีตามตำรารวบรวมสมุนไพรของประเทศจีน เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้าขึ้นได้ง่ายในเขตร้อน ลำต้นสูงประมาณ 2-4 ฟุต ใบแฉก 5-8 แฉก คล้ายใบมันสำประหลัง ต้นกัญชาเป็นที่รู้จักกันดีว่าทำให้ผู้เสพเกิดความสุข และเป็นสิ่งเสพติดที่มีผู้เสพมากที่สุดในโลก 200 - 300 ล้านคนทั่วโลก และเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น 18-30 ปี โดยการสูบหรือรับประทาน อบแห้งแล้วบด ออกฤทธิ์หลังจากเสพประมาณ 10 นาที ทำให้มีอาการ ลดความกลัวตายและความกลัวต่างๆนาๆไป อาจมีความกระวนกระวายบ้างในช่วงแรกๆ แต่หลังจากจากนั้นใจคอจะสงบลง มีความสุข ครึกครื้นสนุกสนาน พูดมากสมองปราดเปรื้อง หัวเราะตลอดเวลา คุยมาก
แขนขาลำตัวเบาหวิว เหมือนตัวลอย
เห็นแสงสีต่างๆเป็นใบหน้าคน หน้าแปลกๆ ต่อจากนั้นก็รู้สึกง่วงนอน และหลับในที่สุด เมื่อตื่นขึ้นจะจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้เสพหิวน้ำ และรับประทานอาหารอร่อย กล้ามเนื้อสั่น เวียนศีรษะอย่างรุนแรง หูอื้อ ม่านตาขยาย ความดันเลือดสูง อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำ มือเท้าเย็น และกัญชามีส่วนในการเปลี่ยนระดับน้ำตาลในกระแสเลือดด้วย มีอาการคลื่นใส้ อาเจียน ท้องเดิน หายใจไม่สะดวก เคลื่อนไหวร่างกายหลายๆส่วนพร้อมกันได้ยาก มีอาการความคิดสับสน การตัดสินใจและสมาธิเสีย ซึ่งอาจเป็นติดต่อกันหลายชั่วโมงหรือหลายสัปดาห์ก็ได้ จนกลายเป็นโรคจิตในที่สุด

ไงละครับได้รู้จักสารเสพติดและสรรพคุณของมันไปพอสมควรแล้ว คงพอจะคิดได้ว่ามีดีหรือไม่นะครับสำหรับคนที่คิดจะเสพ ถ้ามีข้อมูลเพิ่มขึ้นจะนำมาเรียบเรียงให้ดีกว่าเดิม ขอบคุณครับ

อ้างอิง
1. นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา พบ. นพ.อังกูร ภัทรากร พบ. กรมการแพทย์ (2559). Healthcare & Laboratory Diagnostic Information. http://www.thailabonline.com/drug-ecstasy.htm, http://www.thailabonline.com/drug-cannabis.htm

2. เภสัชกร สุรชัย อัญเชิญ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2559). ยาบ้า ยาอี ยาเค คืออะไร ร้ายแรงแค่ไหน. http://elib.fda.moph.go.th/library/default.asp?page2=subdetail&id_L1=27&id_L2=15682&id_L3=1228

3. จิปาถะ (2559). สารเสพติด ความหมายของยาเสพติด โทษของยาเสพติด. https://blog.eduzones.com/jipatar/85849

4. เภสัชกร อภัย ราษฎรวิจิตร(2559). มอร์ฟีน (Morphine) . http://haamor.com/th/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9F%E0%B8%B5%E0%B8%99/

5. ภญ.กิตติมา วัฒนากมลกุล ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(2559). ยาบ้า. http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/87/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2/